สวัสดีคนที่บังเอิญเปิดเข้ามาอ่านทุกคนค่ะ: )

ลงนิยายในบล็อกครั้งแรกในชีวิต! นิยายยย!!

ดังนั้นมันอาจจะผิดๆพลาดๆบ้างเล็กน้อยก็คงไม่เป็นไร ฮ่าๆๆ ใช่มั้ย ? - -+

 

นิยายเรื่องนี้ของเราแต่งไว้ก็สักพักแล้ว จะมีเรื่องย่อยหลายเรื่อง
แต่ตอนนี้แต่งได้เพียงเรื่องแรก :D

 

ขอบอกไว้ว่า

“ไม่ใช่นิยายรักหวานแหวว แต่เป็นนิยายสะท้อนชีวิต

อาจจะมีคำหยาบคายบ้างและออกจะเป็นนิยายเครียด ถ้าใครไม่อยากอ่านก็อ่านไปนะคะ (-O- ?)

 

และอีกข้อคือใครมีทัศนคติที่ต่างจากนี้ก็คนเขียนไม่ผิดอะไรนะคะ

 เพราะว่าต่างคนต่างความคิด;) ฮิฮิฮุ

 

สุดท้ายยยยย! ขอบคุณคนที่มาอ่านทุกคนนะคะ คือปกติไม่มีคนอยากอ่านเลย T^T

 

 

THE MIRROR

 

‘กระจกเงา’ สำหรับฉันแล้วไม่ได้หมายถึงสิ่งที่สะท้อนรูปร่างหน้าตาของเราเพียงเท่านั้น ในอีกแง่หนึ่ง มันหมายถึงสิ่งที่สะท้อนตัวตนจริงๆของแต่ละคนอีกด้วย

                กระจกเงาที่มนุษย์สร้างขึ้นยังมีตั้ง 2 แบบ คือแบบบานที่หลอกตากับบานที่ส่องอย่างไรแล้วเห็นอย่างนั้น มนุษย์ก็ยังคงเป็นมนุษย์ หาใช่เทวดาบนสวรรค์เสียที่ไหน พวกเขายังคงรักที่จะส่องบานที่หลอกตามากกว่าส่องบานที่แสดงถึงรูปลักษณ์จริง

                แต่กระนั้นกระจกเงาในความหมายของฉันต่างกันไป มันไม่ใช่สิ่งที่จับต้องได้ มันคล้ายกับไอหมอกบางๆที่จับตัวซ่อนกันอยู่ในอณูเร้นลับของบรรยากาศต่างๆ ไม่ว่าจะเสียใจ ดีใจหรือโกรธ อย่างไรก็ตามมันจะสะท้อนตัวตนจริงของคนผู้นั้นอยู่ตลอดเวลา ไม่มีหลอกตาหรือเสแสร้ง

                ฉันคิดว่าหากฉันพยายามพิมพ์เรื่องนี้โดยไม่เถลไถลไปเล่น Facebook ก่อนจะพิมพ์จบได้ คนที่ได้อ่านเรื่องนี้ อาจจะมีมุมมองในการมองคนที่เปลี่ยนไปและที่สำคัญจะได้รู้ถึงเรื่องราวชีวิตของคนแบบใหม่ๆที่ไม่เคยพบเจอกับตนเองแต่อาจจะเกิดขึ้นจริง แต่จะในด้านดีหรือร้ายฉันก็ยังไม่อาจคาดเดา...

 

 

 

กระจกบานที่ 1 

อยากถามว่าเด็กสาวคนนี้ เกิดเหตุอันใด ไฉนความบอดมืดจึงรุมเร้าให้เธอหาทางออกอันไม่น่าให้อภัยกับตนเอง ?

 

                สำลีเป็นเด็กสาวคนหนึ่งที่เติบโตมาในครอบครัวคนไทยแท้ มีพ่อและแม่ที่รักจารีตและขนบธรรมเนียมไทยแบบดั้งเดิมโดยแท้จริง

แต่สำหรับสำลีแล้วการที่พ่อแม่รักขนบดั้งเดิมไทยนั้น เป็นเพียงการยึดมั่นฝังหัวและไม่เปิดใจให้กับวัฒนะธรรมใหม่ๆของคู่แต่งงานวัยสี่สิบปลายๆเท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตามนั่นเป็นเรื่องสำคัญหนึ่งในเรื่องราวนี้ แต่ประเด็นหลักที่ตัวผู้เขียนอย่างฉันจะนำมาเล่าอยู่ในตัวสาวรุ่นวัย 15 ปีคนนี้ต่างหาก

สำลีเกิดมาในครอบครัวที่ให้ทั้งความสุขและความกดดันไม่ต่างกัน เธอมีน้องสาวคนหนึ่งชื่อ ปุยนุ่น หน้าตาละม้ายคล้ายกันราวกับแกะ (ซึ่งฉันจะพูดถึงเธอในกระจกเงาบานต่อไป) หญิงสาวคนโตที่การเรียนไม่ค่อยจะดีนัก ถูกกดดันในเรื่องเรียนอย่างหนัก จนพลอยถูกปิดกั้นอิสระจากหลายๆอย่างตามไปด้วย อย่างเช่นคราวนี้เป็นต้น...

 

“นี่สำลี นั่นอะไรน่ะ โตแค่นี้ทาเล็บซะแล้วหรอ? ยังไม่ต้องคิดเลยนะเรื่องพวกนี้”

ชายวัยกลางคนทำตาลุกวาว ตะคอกเสียงดัง เมื่อสายตาเผอิญเหลือบไปเห็นสีนู้ดอ่อนๆบนปลายเล็บของลูกสาว

“อะไรน่ะพ่อ แค่ทาเล็บเนี่ยนะ! นี่มันสมัยใหนแล้ว” สำลีหันมามองพ่ออย่างหน่ายๆ

“วันๆเอาแต่คิดเรื่องพวกนี้ ถ้าเกรดออกมาแย่เหมือนเทอมก่อนอีกล่ะก็ อย่าหาว่าพ่อไม่เตือนนะ พูดก็แล้ว บอกก็แล้ว”

“โอโห... คนอื่นเขายังทำได้เลย มันไม่เกี่ยวหรอกว่าแค่ชอบแต่งตัวจะทำให้เกรดตกได้ คนเรียนเก่งในห้องหนูมันก็ยังทากันเลย แล้วหนูก็ไม่ได้ไปแรดเอาอุทัยมาทาปาก มีลูกมีผัวก่อนวัยซะที่ใหน”

สำลีตอบกลับเป็นชุด แต่คนฟังไม่ได้สนใจ

“ไม่ต้องมาย้อน ลองได้ทำสิ เดี๋ยวดูเกรดนะรู้นะว่าจะโดนอะไร ถ้าเกรดไม่ดีเทอมหน้า ทีวี นิยาย การ์ตงการ์ตูนอะไรทั้งสิ้น ไม่ต้องแตะ”

สำลีรู้สึกเหมือนขมับตัวเองกระตุกนับร้อยครั้ง อะไรพ่อก็ยกเอาเรื่องนี้มาอ้าง สำลีอยากจะย้อนถามพ่อเสียเหลือเกินหากไม่ติดตรงลูกตาวาวโรจนั่น ว่าสิ่งที่พ่อทำตอนนี้มันก็ไม่ต่างอะไรนักหรอก โทรทัศน์ จันทร์ถึงศุกร์ก็ไม่ได้ดู การ์ตูนนิยายก็ไม่ได้อ่าน ทั้งที่ตัวพ่อเองพูดเองว่าทีวีดูได้วันเสาร์และอาทิตย์ แต่พอถึงเวลาจริงๆก็เดินมากดปิดทีวีอย่างไร้เหตุผล

ส่วนคอมพิวเตอร์อย่าไปพูดถึงไม่ว่าจะวันใหนหากยังไม่ปิดเทอม เขาก็ไม่มีวันให้เล่น เฟสบุ้คยิ่งแล้วใหญ่ ห้ามเล่นตลอดชีวิต เพราะพ่อกลัวฉันจะไปเล่นหูเล่นตากับหนุ่มที่ไหนจนเกิดท้องอืดโดยไม่ทันตั้งตัวได้

ฉันถูกสั่งห้าม ห้าม ห้ามและห้าม เยอะแยะมากมายนับไม่ถ้วนซึ่งฉันก็ไม่เข้าใจ ในเมื่อนั่นเป็นสิ่งที่เด็กสาว‘ทุกคน’ได้ทำกัน ได้มีกัน แต่เธอกลับไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตวัยรุ่นอย่างเต็มที่ บีบีเธอก็ไม่มีโอกาสได้ใช้เธอก็ไม่ค่อยพูดอะไรมากนัก สำลีได้แต่ทนเรื่อยมา...

 

“นี่ ผลเกรดออกหรือยัง? เอามาให้ดูซิ”

“ยังเลย คะแนนครูเขายังไม่ออกหรอก”

สำลีโป้ปดกับพ่อไป คะแนนสอบออกได้ราวอาทิตย์หนึ่งแล้ว

“ไม่ได้โกหกนะ เขาน่าจะติดไว้ที่บอร์ดแล้วนะ”

สำลีสะดุ้งเล็กๆ ลมหายใจบางติดขัดแปลกๆ เธอพยายามคงน้ำเสียงให้เป็นปกติ แม้จะออกอาการเลิ่กลั่กมาทางแววตา และเสียงของเธอก็แหบแปร่งๆไปนิดด้วยก็ตาม

“ยังไม่ติดซะหน่อย โห้ย! เขาไม่มีติดหรอกต้องไปดูที่ใบอาจารย์เองนู่นแหล่ะ”

“งั้นหรอ... ”

พ่อทำท่าเลิกให้ความสนใจไป สำลีหวังว่าวันนี้โชคยังเข้าข้างเธอบ้างที่พ่อไม่ซักไซ้ให้มากความ

...ทว่าโชคดีๆก็ไม่มีลดแลกแจกแถมให้เยอะพร่ำเพรื่อ สำลีใจไม่อยู่กับร่องกับรอยตอนที่แม่ของเธอโทรมาบอกว่า

“สำลี วันนี้แม่ไม่ได้ไปรับนะ เดี๋ยวพ่อจะไปรับ จะแวะเข้าไปจอดรถในโรงเรียน”

ภาพของพ่อยืนดูบอร์ดที่มีคะแนนต่ำกว่าครึ่งของสำลีพร้อมด้วย อาการโกรธควันออกหูผุดขึ้นในใจทันทีราวกับเป็นระบบอัตโนมัติ

มือของสำลีสั่น ความรู้สึกชาวาบไปทั่วกายแบบนี้มันมาทุกครั้งที่พ่อดูใบเกรดและเห็นคะแนนในใบคะแนนของสำลีเอง จิตใจของสำลีไม่ได้อยู่ที่อ.อุ๊อีกต่อไป มันพะวงจนเธอไม่เป็นอันเรียน

 

“ไหนบอกคะแนนยังไม่ออก ตกอีกแล้วนะ”

ภายในรถเงียบเชียบ มีแต่เสียงทุ้มต่ำน่ากลัวที่เหมือนจะพูดเรียบๆแต่ก็รู้สึกได้ทันทีถึงความโกรธที่ออกมาในทุกพยางค์ สำลีรู้ว่าพ่อกลั้นอารมณ์ไว้แค่ไหน

จากโรงเรียนมาบ้านราว 1 ชั่วโมงแต่คล้ายนานสิบปีสำหรับสำลี เธอรู้ว่าพ่อจะยังไม่ทุบเธอบนรถหากไม่ถึงขีดสุดแต่ เมื่อถึงบ้านแล้วเตรียมไม้แขวนเสื้อรอไว้ได้เลย

การตีตอนนี้อาจจะเป็นเพียงเรื่องเล็กสำหรับสำลี สิ่งที่เธอกลัวกว่านั่นก็คือ…

 

“..ต่อจากนี้ไม่ต้องอีกแล้วนะ จำได้ใช่มั้ยว่าพ่อบอกอะไร ทีวีเลิก ทุกอย่างเลิกอย่าให้รู้นะ ว่าลับหลังก็แอบอ่านนิตยสาร ไปอ่านนิยาย เล่นเฟสบุ้คนะ คราวนี้เจอจะไม่แค่ด่าแล้วนะ จะไม่พูดเลยนะเห็นปุ้บฟาดปั้บ ”

 

พันแปดพันเก้าสารพัดห้ามทำของพ่อต่างหากที่เธอกลัว ยิ่งพ่อห้ามมากเท่าไหร่ อิสระและชีวิตส่วนตัวของเธอก็คล้ายจะน้อยลงทุกทีๆ แล้วเรื่องฟาดน่ะพ่อฟาดเบาซะที่ไหน ฟาดของพ่อคือเห็นปุ๊บเอามือทุบปั๊บ จุกจากหลังสั่นสะเทือนไปถึงกะโหลก ในตอนเด็กๆบางครั้งรอยไม้กวาดหรืออะไรก็ตามที่เธอโดน ผ่านไปเป็นอาทิตย์ก็แล้วยังไม่หายช้ำเลย

พ่อไม่เคยออมแรงเวลาตีเธอ มีหนักเท่าไหร่ฟาดไม่ยั้ง ไม่หยุดความโมโหเสียด้วย

...สำลีเกลียดพ่อ แต่ในความเกลียดยังมีพันธะของความเป็นพ่อลูกที่ทำให้เธอเกลียดไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

แต่เมื่อความโกรธมาบังตา ความเกลียดมาสุมอกจนกระทั่งเผลอหลุดคำผรุสวาทที่ร้ายกาจไปนับไม่ถ้วน เธอยังมีสติ แต่สำลีคิดว่ามันคงดีกว่าการที่เธอจะเก็บกดต่อไป เพราะแค่นี้เธอก็กดดันจนทนแทบไม่ไหวแล้ว

ไม่เคยเข้าใจ ซ้ำยังเคยด่าพวกคนที่บ้ากระโดดตึกฆ่าตัวตายนับหลายหน แต่เมื่อถึงเวลาที่ความอดทนใกล้สิ้นสุดลง สำลีรู้ว่าความรู้สึกนั้นเป็นอย่างไร

มันไม่สามารถอธิบายให้ใครฟังเข้าใจได้ ไม่มีใครเข้าใจนอกจากตัวเรา ดังนั้นสิ่งที่สำลีเลือกทำคือใช้ปากกาหัวแหลมจิ้มที่ข้อมือตนเองจนเป็นแผลเลือดออกจุดเล็กๆ ด่างพรืดไปทั่วข้อมือ

สำลีไม่ได้บ้าตามละครน้ำเน่า แม้ว่าเธอจะรู้ว่าคนอื่นที่ไม่เข้าใจอาจคิดว่าเธอต้องเป็นแบบนั้นก็ตาม

 

“ไอ้คนโรคจิต บ้า... เป็นบ้าอะไรนักหนาวะ”

หยดน้ำตาเล็กร่วงเผลาะ...

“ไอ้ซาดิสต์ มึงนึกว่าตัวเองเครียดมาจากที่ทำงานแล้วมาลงที่กูได้หรอ ”

น้ำตาของดวงตาสีขุ่นอีกข้างหยดตามลงมา..

 

มึงนึกว่าขีดความอดทนมึงสิ้นสุดได้คนเดียวรึไง กูต้องคอยรองรับอารมณ์มึง มาก็เอาแต่ด่าๆๆ อย่าให้กูเรียนจบก่อนนะ กูจะหนีไม่ต้องมาเจอพวกมึงอีกเลยคอยดู ให้แก่ตายกันไปเลยกูไม่มีวันจะมาเลี้ยงมึงตอนแก่หรอก มึงเลี้ยงกูมาเอาแต่ตี ตอนแก่กูก็จะตีมึงบ้าง คนโรคจิต บ้าอำนาจแบบมึงน่ะ ให้กูมีพ่อแบบนี้ไม่มียังดีกว่า สักวันเหอะ... อย่าให้ความอดทนกูถึงจุดสิ้นสุดบ้างแล้วกัน

 

ผ่านไปราวค่อนคืน สำลีย้อนนึกไปยังวันที่พ่อพาเธอไปดูหนัง ปั่นจักรยาน แน่นอนว่าเธอรู้สึกไม่ดีที่พูดกับตัวเองอย่างนั้นออกไป แต่ใจเธออีกด้านก็ปัดมันออกราวต้องการปกป้องตนเอง

ฉันไม่ผิด... ช่วยไม่ได้ในเมื่อพ่อทำกับฉันอย่างนั้นก่อนเองนี่

มือบางปัดน้ำตาที่ร่วงไปจรดบนหมอนเสียจนเปียกชื้น จมูกสูดหายใจฟืดฟาด อาการคัดจมูก หายใจไม่ค่อยออกและอาการเครียด ทำให้เธอเริ่มปวดหัวตุบๆ เธอคลายความคิดและผ่อนลมหายใจ พยายามที่จะหลับ แม้ว่ามันจะไม่ง่ายเลย เมื่อน้ำตาเธอรื้นขึ้นมาอีกครั้งและอีกครั้ง...

 

หลายปีต่อมา...

                ความสัมพันธ์ระหว่างสำลีและพ่อยิ่งรุนแรงขึ้น จากที่คล้ายเชือกหมิ่นเหม่ใกล้ขาด ก็เริ่มขาดผึงทีละเส้นด้าย จนเชือกที่ว่าหวิดสะบั้นอยู่รอมร่อ

                จากเก็บความโกรธที่ขุ่นมัวก็ทวีเป็นความแค้นแสนเกลียดชัง

                สำลีไม่ต่างกับสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บ ถูกเอาน้ำเกลือราดทุกวันๆ ในกรงขังที่ไม่สามารถออกไปไหนได้ ได้แต่ดิ้นทุรนทุรายอยู่ในจิตใจของตนเอง

                ที่เคยว่าพ่อบ้า ตอนนี้สำลีเองก็ใกล้บ้า จิตใจมันเริ่มเรียกร้องอิสระที่ไม่มีวันมาถึง ความเครียด กดดันเข้าครอบงำเหมือนโรคประสาท

                ความอบอุ่นจากพ่อไม่ตกถึงท้อง ชีวิตแต่ละวันหลังจากเลิกเรียนที่มีแต่ความหวาดผวา...

 

...วันนี้เขาจะโมโหอะไรอีกไหม ?...

 

...วันนี้เราจะโดนด่า โดนตี อะไรบ้างอีกหรือเปล่า ?...

 

                เกิดเป็นความกลัวที่เข้ามาหาสำลีจนเธอเริ่มจะชิน แต่กระนั้นมันก็ยังไม่ชินเสียที

 

“พรุ่งนี้เกรดออก”

สำลีบอกเบาๆกับตนเอง

วันแห่งโชคชะตามาถึง วันที่สำลีตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว...

 

                ใบคะแนนที่มีชื่อของเด็กสาวสำลีถูกขยุ้มอยู่ในมือขาว ซึ่งตอนนี้กรังไปด้วยเลือดที่ห้อมล้อม ผู้คนแห่มามุงดู ซากศพของสาวรุ่นวัยเพียง 20 ต้นๆ คอหันผิดรูป ตาของสำลีเหลือกโปน แขนขาหัก ร่างกายแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี...

 

                แต่หากคุณพ่อได้เห็นวิญญาณของสำลี เขาคงได้ยินสิ่งที่เธอต้องการบอก

 

                คุณพ่อเห็นสำลีแล้วหรือยัง...? สำลีทำให้พ่อเห็นแล้วนะว่าสำลีก็มีจุดที่ความอดทนมันสิ้นสุดได้เหมือนกัน  ...คนอย่างพ่อ สำลีไม่อยากอยู่ร่วมโลกด้วยอีกต่อไปแล้ว!!!!

               

 

 

 

...กระจกบานนี้ไม่ได้สะท้อนตัวสำลีมากนัก แต่สะท้อนถึงผู้ใหญ่บางคนที่คิดเอาแต่กดดันลูกชายลูกสาวของตนเอง... 

...บางที หากคนเป็นพ่อแม่คนไหนอ่านอยู่ก็รับรู้ไว้ด้วยเถอะค่ะ หัดเปิดใจรับตัวตนของคนเป็นลูกบ้าง จะให้ลูกเป็นดั่งใจคิดเสมอน่ะ ไม่มีหรอก...

 

...เด็กมันก็เครียดเป็น อย่าคิดว่าลูกเป็นแค่ตุ๊กตา ไม่มีหัวใจ สั่งอะไรแล้วต้องได้อย่างที่ต้องการ!...

 

 

 

--------------------------------------------------------

:: จบแล้ววววววว! ววววว!   จบเรื่องย่อยแรก ของ The Mirror นะคะ

 

คิดว่าจะแต่งตอนต่อไปเร็วๆนี้ ! ฮ่าๆ :D

ถ้ามีคนอยากตามต่อนะคะ

 

สุดท้ายอีกนิดนึง.. คือมัน สนุกมั้ยละเนี่ย ? เครียดมั้ย น้ำเน่าไปรึเปล่า ?

มันสนุกใช่มั้ยคะ ? - -+

 

Thx for read it ;);) love you all~ -3- <3